การเลี้ยงโคเนื้อในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นอาชีพเสริมของเกษตรกรรายย่อย และมีการเลี้ยงในหลายพื้นที่ ซึ่งสามารถพัฒนาเพื่อยกระดับเป็นอาชีพหลักที่สร้างผลตอบแทนและความมั่นคงให้กับเกษตรกรได้ เนื่องจากตลาดมีความต้องการสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงเป็นโอกาสของเกษตรกรในการยกระดับ ปรับระบบการเลี้ยง เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของแม่โคเนื้อ และเสริมสร้างการพัฒนาการเลี้ยงโคเนื้อให้มีปริมาณเพียงพอ และมีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด
20 กุมภาพันธ์ 2567
‘โคต้นน้ำ’ หรือการเลี้ยงแม่โคเพื่อผลิตลูก ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในอุตสาหกรรมการเลี้ยงโคเนื้อของประเทศ ฉะนั้นกลุ่มเกษตรกรที่เลี้ยงโคต้นน้ำเพื่อผลิตลูกจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยเพิ่มปริมาณโคเนื้อ ซึ่งจำเป็นต้องใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตด้านต่าง ๆ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตลูกโคจากแม่โคที่มีอยู่ในปัจจุบันให้สูงขึ้น ให้เพียงพอต่อความต้องการในอุตสาหกรรมการผลิตโคเนื้อของประเทศ
ระบบการเลี้ยงโคเนื้อ
โดยทั่วไปการเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกร แบ่งเป็น 2 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ
1. เลี้ยงแบบไล่ต้อน : เป็นการเลี้ยงตามพื้นที่ทุ่งหญ้าสาธารณะ ปัจจุบันมีข้อจำกัดในการใช้พื้นที่ดังกล่าวมากขึ้น ทำให้มีการเลี้ยงในรูปแบบนี้น้อยลงมาก
2. เลี้ยงแบบขังคอก (แบบประณีต) เป็นแบบที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน เนื่องจากเกษตรกรสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคอกควรมีพื้นที่ 6-8 ตร.ม. ต่อการเลี้ยงโค 1 ตัว
สายพันธุ์โคเนื้อที่นิยมเลี้ยงในประเทศไทย
แม่พันธุ์พื้นฐาน
1. แม่โคลูกผสมบราห์มัน-พื้นเมือง
2. โคพันธุ์พื้นเมือง
3. โคพันธุ์แท้
พ่อพันธุ์โคเนื้อ
1. โคพันธุ์อเมริกันบราห์มัน
2. โคพันธุ์ชาร์โรเลส์
3. โคพันธุ์แองกัส
4. โคพันธุ์บีฟมาสเตอร์
5. โคพันธุ์วากิว
*ข้อมูลจาก: คู่มือส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ - กระบือ “โคต้นน้ำ” กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่ดูงานแปลงต้นแบบ
(19 ก.พ. 67) นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ศึกษาดูงานแปลงต้นแบบในการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม ด้วยการทำปศุสัตว์ ‘อั๋นฟาร์ม’ ของนายวีระชาติ อ่อนนอ เกษตรกรต้นแบบ ที่ปรับเปลี่ยนพื้นที่จากการทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวมาปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ และยังเป็นต้นแบบของการเลี้ยงโคต้นน้ำ ณ ต.ห้วยสามพาด อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี
นายอนุชา เล่าว่า นายวีระชาติ อ่อนนอ ได้ลาออกจากโรงงานอุตสาหกรรม แล้วกลับมาประกอบอาชีพทำเกษตร และเลี้ยงวัว โดยพื้นที่เดิมมี 15 ไร่ แต่ปัจจุบันมีพื้นที่เพิ่มเป็น 93 ไร่ จากการเลี้ยงวัว โดยได้เข้าร่วมโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานของสถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานี กรมพัฒนาที่ดิน ขนาด 1,260 ลบ.ม เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ และได้ทำการปรับเปลี่ยนพื้นที่การทำเกษตร โดยแบ่งเป็น ปลูกข้าว 5 ไร่ ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ 60 ไร่ โรงเรือนเลี้ยงวัวและโรงเก็บหญ้าแห้งฟางแห้ง 1 ไร่ พื้นที่เลี้ยงวัว 12 ไร่ แหล่งน้ำ 5 ไร่ พืชผักสวนครัว 2 ไร่ ที่อยู่อาศัย 1 ไร่ และพื้นที่อื่น ๆ 7 ไร่
ภายหลังการปรับเปลี่ยนพื้นที่ ได้เลี้ยงโคลูกผสมบราห์มัน ลูกผสมชาร์โรเลส์ เพิ่มอีก 50 ตัว โดยเน้นเลี้ยงวัวตัวเมียไว้เป็นแม่พันธ์ุ สำหรับวัวตัวผู้เมื่ออายุครบ 18 เดือนจะนำไปขายสร้างรายได้ นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการขายหญ้าที่ปลูกและขายมูลวัว ทำให้ปัจจุบันกลายเป็นเกษตรกรต้นแบบของการปรับเปลี่ยนพื้นที่จากการทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวมาปลูกหญ้า เลี้ยงสัตว์ และเป็นศูนย์เครือข่ายสัตว์พันธุ์ดีกรมปศุสัตว์ (เครือข่ายใช้ประโยชน์พันธุกรรมและเทคโนโลยี)
รัฐบาลพร้อมสนับสนุน ดันให้เป็นพื้นที่ต้นแบบให้คำแนะนำแก่เกษตรกร
นายอนุชา กล่าวย้ำว่า เราได้เห็นตัวอย่างแล้ว หากเรามีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ เพราะวัวเป็นสัตว์ตายยาก การเลี้ยงวัวจึงไม่ใช่เรื่องยาก อีกทั้ง รายได้จากการเลี้ยงวัว ยังสามารถนำมาเลี้ยงดูครอบครัว ซึ่งการดำเนินงานของพื้นที่ดังกล่าว สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม การส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน และการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ นับเป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ จึงอยากให้เกษตรกรได้มาศึกษาเรียนรู้และนำไปพัฒนาในพื้นที่ของตนเองต่อไป ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุน โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ พร้อมเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำแก่เกษตรกร
#โคต้นน้ำ #ผลักดันโคต้นน้ำ #กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง
ข่าวจาก สนง.ประชาสัมพันธ์ อื่นๆ